การปลูกผักHidroponics

หลายๆคนคงจะคุ้นเคยกับการรับประทานผักไฮโดรโพนิกส์กันอยู่แล้วใช่ไม้คะ แต่คิดว่ายังมีอีกหลายคนที่ไม่รู้ว่าผักที่เรากินเนี่ย มันมีวิธีปลูกกันยังไง แล้วมันดีกว่าการปลูกแบบใช้ดินยังไง

สรุปข้อดีง่ายๆเลยนะคะ ผักไฮโดรจะปลูกด้วยการใช้น้ำเพราะแบบนี้ก็จะไม่ต้องปนเปื้อนกับสารเคมีที่มันตกค้างอยู่ในดินที่สะสมมานานนั่นเอง

และมันเหมาะมากสำหรับคนที่อาศัยอยู่ในบ้านหรือคอนโดที่มีพื้นที่ในการปลูกจำกัด เพราะเราสามารถเลือกที่จะใช้รางปลูกผักขนาดเล็กให้พอดีกับพื้นที่ได้ หรือใช้รางแบบแนวตั้ง

แต่เนื่องจากรางปลูกมีราคาค่อนข้างสูง สำหรับท่านใดที่จะเพิ่งเริ่มอยากลองปลูกก็อาจยังไม่ต้องซื้อรางปลูกสำเร็จก็ได้ อาจจะทำกะบะขึ้นมาเองก็ประหยัดไปได้เยอะ ลองมาดูวิธีปลูกด้วยแบบทำเองที่บ้านดูค่ะ

อุปกรณ์ที่ต้องใช้
1. ภาชนะสำหรับใส่น้ำ เช่น ลังพลาสติก, อ่างน้ำพลาสติก, ฯลฯ โดยมีความสูงไม่ต่ำกว่า 6 นิ้ว
2. ปั๊มลมและหัวทราย แบบเดียวกับที่ใช้ในตู้ปลา (ใช้หรือไม่ใช้ก็ได้)
3. แผ่นโฟมหนาประมาณ 1 นิ้ว หรือแผ่นฟิวเจอร์บอร์ดก็ได้
          - สำหรับปลูกผักไทย เจาะรูห่างกันประมาณ 10 - 15 ซม.
          - สำหรับผักสลัด   เจาะรูห่างกันประมาณ 20 - 25 ซม.
4. pH Down น้ำยาปรับลดค่าความเป็นกรด-ด่าง
5. ธาตุอาหาร A, B สำหรับปลูกพืชไฮโดรโพนิกส์
6. ถ้วยปลูกพลาสติก
7. ฟองน้ำสำหรับปลูก
8. เมล็ดพันธุ์ผักที่จะปลูก

วิธีปลูก
          เมื่ออนุบาลผักจนมีอายุได้ประมาณ 10 - 14 วัน หรือผักเริ่มมีใบจริงประมาณ 2 ใบ ก็ย้ายลงแปลงปลูกได้ โดยสัปดาห์แรกของการลงแปลงปลูกให้ผักได้รับแสงประมาณ 5 ชั่วโมง/วัน แล้วค่อยขยายเวลาไปจนถึง 6 - 8 ชั่วโมง/วัน พยายามหลีกเลี่ยงแสงแดดที่แรงเกินไปโดยเฉพาะผักสลัด เพราะแสงแดดที่เข้มเกินไปจะทำให้ผักเฉาและตายได้ หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ให้ใช้สแลนพรางแสง 50% ในช่วงเที่ยงหรือบ่ายเพื่อลดอุณหภูมิ

1. ตวงน้ำใส่ลงในภาชนะที่จะปลูกโดยให้ระดับน้ำห่างจากขอบภาชนะประมาณ 1 - 2 นิ้ว
(นับจำนวนน้ำที่ใส่ลงไปในภาชนะ โดยใช้หน่วยเป็นลิตร)

2. ใส่ธาตุอาหารสำหรับปลูกพืชไร้ดิน ตามสัดส่วนดังนี้

ผักสลัดใบเขียว     อายุปลูก 40 - 50 วัน ปุ๋ย A,B อย่างละ 2.0 ซีซี/น้ำ 1 ลิตร EC = 1.4
ผักสลัดใบแดง       อายุปลูก 45 - 55 วัน ปุ๋ย A,B อย่างละ 2.0 ซีซี/น้ำ 1 ลิตร EC = 1.4
ผักโขม,ผักบุ้ง         อายุปลูก 30 - 35 วัน ปุ๋ย A,B อย่างละ 2.5 ซีซี/น้ำ 1 ลิตร EC = 1.8
ผักกวางตุ้ง             อายุปลูก 35 - 40 วัน ปุ๋ย A,B อย่างละ 3.0 ซีซี/น้ำ 1 ลิตร EC = 2.5
ผักกวางตุ้งฮ่องเต้   อายุปลูก 35 - 40 วัน ปุ๋ย A,B อย่างละ 3.5 ซีซี/น้ำ 1 ลิตร EC = 3.0
คะน้า                       อายุปลูก 45 - 55 วัน ปุ๋ย A,B อย่างละ 4.0 ซีซี/น้ำ 1 ลิตร EC = 4.0

* การใส่ธาตุอาหาร A และ B ให้ทิ้งระยะการใส่ธาตุอาหารทั้งสองให้ห่างกันประมาณ 4 ชั่วโมงขึ้นไป แต่ถ้าหากกวนธาตุอาหาร A เข้ากับน้ำดีแล้ว สามารถเติมธาตุอาหาร B ลงไปได้ทันทีโดยไม่ต้องรอให้ถึง 4 ชั่วโมงก็ได้ครับ

3. นำแผ่นโฟมหรือแผ่นฟิวเจอร์บอร์ดที่เจาะรูไว้แล้วมาวางปิดด้านบนของภาชนะที่ใช้ปลูก
- สำหรับปลูกผักไทย เจาะรูห่างกันประมาณ 10 - 15 ซม.
- สำหรับผักสลัด เจาะรูห่างกันประมาณ 20 - 25 ซม.

4. นำต้นกล้าที่อนุบาลมาแล้ว 10 - 14 วัน นำมาใส่กระถางปลูก แล้วนำไปใส่ในช่องปลูกจนครบทุกช่องและโดยให้ก้นฟองน้ำแตะกับน้ำในภาชนะปลูก (รักษาระดับน้ำให้อยู่ในระดับเดิมจนครบอายุปลูกของผักแต่ละชนิด) และควรเปลี่ยนน้ำใหม่ทุกๆ 7 วัน - 10 วัน เพื่อความสมบูรณ์ของผักที่ปลูก และอาจจะใส่หัวทรายตู้ปลาเพื่อเพิ่มอ๊อกซิเจนในน้ำที่ใช้ปลูกด้วยก็ได้ จะทำให้ผักโตเร็วขึ้น

5. ในระหว่างการปลูกหมั่นดูระดับน้ำในภาชนะปลูกอย่าให้แห้ง รักษาระดับน้ำให้น้ำสัมผัสกับรากพืชประมาณ 1 ใน 3 ส่วน สำหรับผู้ที่ไม่มีเครื่องวัดค่าเป็นกรด-ด่างของน้ำ หรือ pH Meter แนะนำให้สังเกตุที่ผิวน้ำผสมปุ๋ยที่ใช้ปลูกถ้าเริ่มเห็นลักษณะของผิวน้ำเป็นฝ้าหรือคล้ายมีคราบน้ำมันลอยอยู่บนผิวน้ำ ผู้ปลูกอย่างปล่อยทิ้งไว้นานเพราะลักษณะดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าน้ำเริ่มมีความเป็นด่างมากขึ้น จึงทำให้ธาตุอาหารพืชบางตัวอยู่ในสภาวะที่พืชดูดซึมไม่ได้ แนะนำให้ผู้ปลูกใช้ pH Down ค่อยๆ หยดลงในน้ำทีละหยด และกวนน้ำให้ฝ้านั้นแตกตัว และคอยสังเกตุว่าฝ้านั้นไม่กลับมาก็เป็นอันใช้ได้ครับ
       
          สำหรับผู้ที่ไม่มีเครื่องมือวัดค่า pH ต้องระมัดระวังในการใช้ pH Down ด้วยนะครับ ให้ใช้ทีละน้อย อย่าเติมมากเกินไปเพราะอาจทำให้น้ำมีความเข้มข้นของกรดสูงเกินไปจนเป็นอันตรายกับรากพืชได้ครับ แต่ถ้าผู้ปลูกมีเครื่องวัดค่า pH ก็ให้ปรับและรักษาค่า pH ในช่วงแรกหลังลงปลูก ให้อยู่ในระดับ 6.0 - 6.3 และให้ปรับขึ้นมาที่ 6.4 - 6.6 หลังผักสลัดอายุได้ 30 วัน

6. เมื่อพืชเจริญเติบโต ได้ระยะหนึ่งหรือประมาณ 30 วันหลังจากวันเพาะเมล็ด ปริมาณรากพืชจะมีมากขึ้น เราต้องมีการลดระดับน้ำในภาชนะปลูกลง เพื่อเป็นการเพิ่มพื้นที่อากาศให้กับรากพืชมากขึ้น โดยจะลดระดับน้ำลงจากเดิมลงไปอีกประมาณ 1 - 2 นิ้ว

ข้อดีของการลดระดับน้ำลงคือ
- ทำให้รากพืชได้รับอ๊อกซิเจนจากอากาศมากขึ้น
- ป้องกันการยืดตัวของผักโดยเฉพาะผักสลัด
- ทำให้ผักเจริญเติบโตได้อย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากถ้าหากเราไม่ลดระดับน้ำลงจะทำให้พืชหยุดชะงัก การเจริญเติบโตเนื่องจากรากพืชมีมากขึ้นแต่พื้นที่อากาศมีเท่าเดิม

* ทั้งนี้การลดระดับน้ำลงแนะนำให้ทำในช่วงเย็น - ค่ำ ซึ่งเป็นช่วงที่พืชสามารถปรับตัวได้ดีกว่าช่วงเวลาอื่น โดยระดับน้ำให้ผู้ปลูกสังเกตุที่รากพืชให้แช่ในน้ำอย่างน้อย 1 - 3 ของรากทั้งหมด

สำหรับผู้ที่ไม่มีเครื่องมือวัดค่า EC
การปลูกผักตระกูลสลัด เราจะแบ่งการให้น้ำผสมธาตุอาหารเป็น 6 สัปดาห์ ดังนี้

วันที่ 1 - 7   อนุบาลกล้าในถาดอนุบาล ให้ใช้น้ำเปล่า

วันที่ 8 - 14 อนุบาลกล้าในถาดอนุบาล ให้น้ำผสมธาตุอาหาร A, B อย่างละ 1 ซีซี/น้ำ 1 ลิตร

วันที่ 15 - 21 ลงแปลงปลูก ให้น้ำผสมธาตุอาหาร A, B อย่างละ 1.5 ซีซี/น้ำ 1 ลิตร
                      * กรณีน้ำลดให้เติมแต่น้ำเปล่าโดยไม่ต้องเติมธาตุอาหาร

วันที่ 22 - 28 ให้เปลี่ยนน้ำในแปลงปลูกใหม่โดยผสมธาตุอาหาร A, B อย่างละ 2 ซีซี/น้ำ 1 ลิตร
                      * กรณีน้ำลดให้เติมแต่น้ำเปล่าโดยไม่ต้องเติมธาตุอาหาร

วันที่ 29 - 35 ให้เปลี่ยนน้ำในแปลงปลูกใหม่โดยผสมธาตุอาหาร A, B อย่างละ 1.5 ซีซี/น้ำ 1 ลิตร
(ให้ลดระดับน้ำในภาชนะปลูกลงประมาณ 1 - 1.5 นิ้ว เพื่อเพิ่มพื้นที่อากาศให้กับรากพืช)
                      * กรณีน้ำลดให้เติมแต่น้ำเปล่าโดยไม่ต้องเติมธาตุอาหาร

วันที่ 36 - 40 ให้เปลี่ยนน้ำใหม่ โดยผสมธาตุอาหาร A, B อย่างละ 1.0 ซีซี/น้ำ 1 ลิตร
                      * กรณีน้ำลดให้เติมแต่น้ำเปล่าโดยไม่ต้องเติมธาตุอาหาร

วันที่ 40 - 45 ให้เปลี่ยนน้ำโดยใช้น้ำเปล่าเลี้ยง (เพื่อเก็บเกี่ยว)



**หมายเหตุ การเปลี่ยนน้ำที่แนะนำไว้ข้างต้นคือข้อแนะนำสำหรับผู้ที่ปลูกในภาชนะขนาดเล็ก ที่ไม่มีการเติมอากาศ หากผู้ที่ปลูกแบบเติมอากาศและภาชนะปลูกค่อนข้างใหญ่ ให้เปลี่ยนน้ำเมื่อผักอายุได้ประมาณ 28 วัน ครั้งเดียวก็ได้ครับ

ตัวอย่างการปลูกสลัดสำหรับผู้ที่มีเครื่องมือวัดค่า EC และเครื่องวัดค่า pH ให้ปรับค่าดังนี้
(กำหนดค่า pH ให้อยู่ในช่วง 6.0 - 6.8)

วันที่ 1 - 7   อนุบาลกล้าในถาดอนุบาล ให้ใช้น้ำเปล่า

วันที่ 8 - 14 อนุบาลกล้าในถาดอนุบาล ให้ช่วงค่า EC = 1.1 - 1.2

วันที่ 15 - 21 ย้ายลงแปลงปลูก               ให้ช่วงค่า EC = 1.2 - 1.3

วันที่ 22 - 28 อยู่ในแปลงปลูก                 ให้ช่วงค่า EC = 1.4 - 1.5

วันที่ 29 - 35 ให้เปลี่ยนน้ำใหม่                 ให้ช่วงค่า EC = 1.2 - 1.3

วันที่ 36 - 42 อยู่ในแปลงปลูก                 ให้ช่วงค่า EC = 0.8 - 1.2

* กรณีน้ำลดให้เติมแต่น้ำเปล่าโดยไม่ต้องเติมธาตุอาหาร โดยให้ 3 วันสุดท้ายก่อนเก็บผักให้ค่า EC อยู่ที่ประมาณ 0.5 ms/cm

การเปลี่ยนน้ำและธาตุอาหารใหม่ขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญต่างๆ คือ
- ความบริสุทธิของน้ำที่ใช้ปลูก (มีค่าสารละลายเริ่มต้นต่ำ และมีค่า pH ก่อนปรับค่าไม่สูงมาก)
การเปลี่ยนน้ำจะไม่ต้องกระทำบ่อยเนื่องจากน้ำที่มีความบริสุทธิสูง จะมีผลต่อความสมดุลของธาตุอาหารพืชได้ดีกว่าน้ำที่มีความบริสุทธิต่ำ

- ฤดูกาล คือช่วงฤดูร้อนอาจจะต้องมีการเปลี่ยนน้ำใหม่ในช่วงประมาณ 7-10 วัน สำหรับฤดูอื่น 10-14 วัน

- ขนาดของถังใส่ธาตุอาหาร คือ ถ้าขนาดของถังเล็กไม่สัมพันธ์กับปริมาณผักที่ปลูก ซึ่งจะทำให้ค่า pH และค่า EC มีการเปลี่ยนแปลงที่เร็วกว่าปกติ ทำให้ต้องมีการเปลี่ยนน้ำบ่อยขึ้น

ขอให้สนุกกับการปลูกผักทานเองนะคะ
ขอบคุณข้อมูลการปลูกผักจาก:zenhidropronicsHidroponics